กฎทั่วไป คือ มีความจำเป็นที่จะต้องมีเลขหมาย GTIN เฉพาะเจาะจงสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
จึงมีความหมายว่า ข้อแตกต่างแต่ละอย่าง จะต้องมีการกำหนดเลขหมายที่ต่างกันออกไป
ไม่ว่าเมื่อใด ที่มีความแตกต่างเกิดขึ้นในทางใดก็ตาม ที่ปรากฏให้เห็นและมีความสำคัญต่อคู่ค้าทุกคนในโซ่อุปทาน
ถึงขั้นของผู้บริโภคสุดท้าย หรือลูกค้าปลีก ความเข้าใจที่ปรากฏให้เห็นและความแตกต่างที่สำคัญ
อาจจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่ทุกคนจะต้องยึดถือ.
ลักษณะพื้นฐานของรายการสินค้ารายการหนึ่ง จะมีดังนี้
- ประเภทของสินค้า
และความหลากหลาย
- ชื่อตราสินค้า
- ขนาดมิติของบรรจุภัณฑ์ และคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์นั้น
- จำนวนของสินค้า
- หากสินค้านั้นเป็นกลุ่มสินค้า จำนวนของสินค้าตัวหลักบรรจุอยู่และการแบ่งย่อย
เป็นหน่วยย่อยของบรรจุภัณฑ์ ลักษณะของการรวมกลุ่ม
(กล่องลูกฟูก กะบะรองสินค้า เป็นกล่องกะบะ เป็นกะบะแบนๆ)
ยังมีรายละเอียดอื่นๆ
อีกมากที่มิได้ลำดับไว้ข้างต้นนี้
บริษัทที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ต่อการกำหนดเลขหมายสินค้า จะต้องมีความชัดเจนว่า เลขหมายสินค้า
แต่ละเลขหมาย จะใช้เป็นเลขหมาย GTIN เพียงเลขหมายเดียวเท่านั้น
เมื่อได้มีการกำหนด เลขหมายแล้ว
เลขหมาย GTIN ของสินค้ารายการดังกล่าว จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลาที่ลักษณะของสินค้านั้น ยังไม่ได้เปลี่ยนไป การปรับปรุงแก้ไข
สาระสำคัญของ ส่วนประกอบพื้นฐาน ซึ่งเป็นคุณลักษณะของสินค้านั้น
จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเลขหมายนั้น
สินค้าที่ห่อรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดเดียวกันมารวมกัน
(สินค้าแบบเดียวกันห่อรวมกัน) หรือสินค้าต่างชนิดกันห่อรวมกัน
เป็นรายการสินค้าที่ต่างออกไป โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะขาย เป็นหน่วยเดียวกัน
ก็จะเป็นสินค้าอีกรายการหนึ่งจะต้องมีเลขหมาย GTIN ต่างหาก แยกออกไป
เมื่อสินค้าถูกจัดอยู่ในหีบห่อ สำหรับนำเสนอ หรือเป็นห่อของขวัญ
เลขหมาย GTIN บาร์โค้ดที่อยู่บนตัวสินค้า จะต้องแตกต่างจากบาร์โค้ดที่พิมพ์บนหีบห่อใหม่
ตัวอย่าง:
วิสกี้หนึ่งขวด ต่างจากวิสกี้ชนิดเดียวกันนี้ ที่อยู่ในห่อของขวัญ
เหล้าองุ่นที่ผลิตต่างปีกัน แผนที่ถนนที่พิมพ์ต่างปีกัน ไดอารี่
คู่มือแนะนำ หรือสมุดบันทึกนัดหมายจะต้องเป็นเลขหมายที่ต่างกันด้วย
และโดยทั่วไป วันที่ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า มีความสำคัญเป็นพิเศษ
จะต้องมีเลขหมายที่ต่างกันออกไป
ข้อแนะนำสำหรับการกำหนดเลขหมายให้สินค้า
|